“พลังงานทางเลือก” ตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพง
นับตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่อ งจนเกือบทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเงินนำเข้าน้ำมันดิบในปีนี้น่า จะสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
หรือคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ถือเป็นแรงผลักดันอย่างดียิ่งให้ผู้เกี่ยวข้องและประ ชาชนคนไทยหันมามองเรื่อง “พลังงานทางเลือก” กันอย่างจริงจังมากขึ้น
รู้จักพลังงานทางเลือก
พลังงานทางเลือกมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอ าทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวภาพและชีวมวล พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานถ่านหินสะอาด พลังงานไฮโดรเจน แก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งคุณสมบัติและประโยชน์ของแต่ละตัวก็มีลักษณะแตกต่ างกันไป แต่ที่จะได้ยินกันบ่อยๆ คือ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานถ่านหิน แก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว
พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่ได้จากแร่พลูโตเนียมและแร่ยูเรเนียมทำ ปฏิกิริยาและถูกนำไปต้มในน้ำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ ำไปหมุนกังหันไอน้ำของเครื่องผลิตไฟฟ้า
พลังงานถ่านหิน แม้หลายคนจะรู้ว่าเป็นพลังงานที่สร้างผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมมากจากการเผาถ่านหิน และส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แต่ทุกวันนี้หลายประเทศได้พัฒนาระบบการเผาไหม้ให้ถ่า นหินกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง อีกทั้งถ่านหินยังมีปริมาณมากพอที่จะนำมาใช้เป็นพลัง งานทดแทนได้ จากการสำรวจพบว่าถ่านหินสามารถขุดพบในเหมืองทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการสำรองถ่านหินมากสุดถึง 297 พันล้านตัน และด้วยเชื้อเพลิงที่หาง่ายและใช้ต้นทุนต่ำ ไทยจึงสนใจที่จะตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขึ ้น แต่ก็ถูกต่อต้านจากหลายฝ่ายเรื่องมลพิษที่จะเกิดขึ้น
ก๊าซธรรมชาติ (CNG-NGV) และ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศไทยสามารถขุดพบแหล่งก๊าซธรรมชาติได้ ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงด้านยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์หันมาผลิตเครื่อง ยนต์ที่ใช้ก๊าซ CNG เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทั้งยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย สำหรับ LNG คือการนำก๊าซมีเทนมาทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงที่ -161 องศาเซลเซียสในสถานะของของเหลว โดยคุณสมบัติและความปลอดภัยเทียบเท่ากับก๊าซ CNG ซึ่งประเทศไทยมีแผนที่จะนำเข้าก๊าซชนิดนี้ในปี 2554 เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกในภาคอุตสาหกรรม
แก๊สโซฮอล์เป็นเชื้อเพลิงที่เกิดจากการใช้น้ำมันเบนซินผสมกับเอ ธิลแอลกอฮอล์ซึ่งผลผลิตของเอธิลแอลกอฮอล์ได้มาจากการ แปรรูปพืชจำพวกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด แล้วนำมาสกัดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ผสมในสัดส่วน 9 :1 คือใช้เบนซินออกเทน 91 ปริมาณ 9 ส่วน และเอทานอล 1 ส่วน จะได้เป็นแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 ใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงและช่วยแก้ปัญหาภาวะวิกฤติน้ ำมันราคาแพงได้
ไบโอดีเซล เป็นพลังงานที่หาได้จากท้องถิ่น จากการวิจัยได้นำน้ำมันที่ใช้แล้ว เช่น น้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม น้ำมันทานตะวัน นำกลับมาทำใหม่ (Renewable Energy) รวมถึงหาวัตถุอื่น เช่น สบู่ดำ ผลปาล์ม มะพร้าว ฯลฯ มาสกัดใช้ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำมันดีเซลมาใช้ในเครื่องยน ต์
“ราคาถูก” จูงใจลดใช้น้ำมัน
ปัจจุบัน”น้ำมันแก๊สโซฮอล์” เป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากในบ้านเราสา มารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินได้ แต่ราคาถูกกว่า 3-4 บาทต่อลิตร นับตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 สูงขึ้นอยู่ในระดับ 5.4-5.5 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นโซฮอล์ 95 ประมาณ 4.5 ล้านลิตร และโซฮอล์ 91 ประมาณ 9 แสนลิตร ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซิน 95 ลงเหลือ 2.7-2.8 ล้านลิตรต่อวัน
ดังนั้นในปลายปีนี้ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมกันน่าจะอยู่ที่ 8 ล้านลิตรต่อวัน จากเป้าหมายของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่ ตั้งไว้ว่าภายในปี 2554 จะมีการใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นเป็น 27-30 ล้านลิตรต่อวัน
“คุรุจิต นาครทรรพ” รองปลัดกระทรวงพลังงาน เชื่อว่า ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาถูกกว่าเบนซิน 95 เกือบ 4 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ใช้รถยนต์ก็มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเมื่อผู้ค้าน้ำมันเห็นแนวโน้มการใช้มากขึ้นก็จะข ยายปั๊มให้บริการมากขึ้น และลดการจำหน่ายเบนซิน 95 ลงในปีหน้า ส่วนการสนับสนุนให้ใช้ไบโอดีเซล ซึ่งราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลถึง 1 บาทต่อลิตร ขณะนี้มีปั๊มที่ให้บริการมากถึง 800 สถานีบริการและน่าจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะที่การใช้ก๊าซเอ็นจีวีในปัจจุบันมีรถยนต์หันมาใช้ มากขึ้น ถึง 4.8 หมื่นคัน มีปั๊มให้บริการ 180 สถานี แม้จะยังน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเร่งขยายสถานีให้บริการเพิ่มเป็ น 220 แห่งใน 35 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
เดินหน้า”ไบโอดีเซล-โซฮอล์” สูตรใหม่
แม้ขณะนี้พลังงานทางเลือกเริ่มมีบทบาทมากขึ้นแต่การม องหาลู่ทางที่จะไปสู่การลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ยังต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง “พานิช พงศ์พิโรดม” อธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายจะสนับสนุนให้ปริมาณการใช ้ไบโอดีเซลสูงถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน ภายในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่ปัญหาขณะนี้ยังติดขัดเรื่องปริมาณน้ำมันปาล์มมีไม ่เพียงพอนำมาผสมไบโอดีเซล ซึ่งขณะนี้มีส่วนผสมอยู่ที่ 2% หรือเรียกว่า บี 2 โดยในอนาคตจะขยายไปสู่สูตรบี 5 หรือผสมในสัดส่วน 5% น่าจะเริ่มผลิตออกมาใช้ภายในปี 2552-2553
“ช่วงนี้ต้องส่งเสริมให้มีการปลูกปาล์มเพิ่ม โดยร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดวงเงินสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มมากขึ้นใน พื้นที่เป้าหมาย 700,000-1,000,000 ไร่ เชื่อว่าอีก 3 ปีข้างหน้าผลผลิตที่ออกมาน่าจะเพียงพอกับความต้องการ ใช้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดการใช้น้ำมันในประเทศ”
นอกจากนี้ปีหน้าในส่วนของแก๊สโซฮอล์จะมีน้ำมัน E20 หรือแก๊สโซฮอล์ที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสม 20% ออกมาจำหน่าย ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุน โดยค่ายรถยนต์ที่ใช้เครื่องเบนซินเทคโนโลยีรองรับกับ E20 จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีสรรพสามิตทำให้ราคาขายรถยน ต์ลดลง ซึ่งรถยนต์ E20 เป็นเครื่องยนต์เบนซินที่สามารถเติมได้ทั้งน้ำมันเบน ซินทั่วไปและ E20 โดยระบบสมองกลของเครื่องยนต์จะวิเคราะห์ส่วนผสมของน้ ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ แล้วปรับการทำงานเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะหรือการทำงานของเครื่องยนต ์
ก๊าซธรรมชาติตอบโจทย์น้ำมันแพง
แม้ยอดขายแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลจะเริ่มดีขึ้นตามลำด ับแต่พลังงานทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์การลดใช้เชื้อเ พลิงจากน้ำมันได้ตรงใจที่สุด เห็นจะเป็น “ก๊าซธรรมชาติ” เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที ่ราคาแสนแพงแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดมลภาวะให้โลกใบนี้อีกด้ วย
ก๊าซธรรมชาติมีส่วนประกอบหลักที่เป็นก๊าซมีเทนมีคุณส มบัติเบากว่าอากาศ ลักษณะการใช้งานจะถูกอัดจนมีความดันสูงประมาณ 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว บรรจุไว้ในถังที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูง บางครั้งอาจเรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัดหรือ (Compressed Natural Gas : CNG) แต่เมื่อนำมาใช้กับยานยนต์จึงเรียกว่า Natural Gas for Vehicles : NGV
“ณัฐชาติ จารุจินดา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อยานยนต ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปตท. มีแผนเร่งขยายสถานีบริการก๊าซให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จ ากเดิมที่มีอยู่ 90 แห่งให้เป็น 220 แห่ง โดยเม็ดเงินลงทุนแต่ละที่ใช้ประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อรองรับการเจริญเติบโตยอดการใช้ NGV ในภาคขนส่ง ซึ่ง ปตท. ได้พิจารณาถึงการวางแนวท่อแล้วว่าจะให้พาดผ่านทุกพื้ นที่ ได้แก่ รังสิต ขนส่งหมอชิต ขนส่งสายใต้ ถนนบางนา ถนนกาญจนาภิเษก ถนนพระราม 9 ร่มเกล้า และต่อท่อตรงเข้าสู่สถานีบริการ
ส่วนสถานีบริการที่จะขยายเพิ่มนั้นจะมีอยู่ 7 แห่งใน กทม.ที่เป็นสถานีบริการขนาดใหญ่พิเศษ คือ มีตู้จ่ายก๊าซประมาณ 30-40 ตู้ต่อ 1 สถานี สามารถรองรับจำนวนรถที่เข้ามาใช้บริการได้คราวละ 80 คัน เพื่อลดความแออัดภายในสถานีบริการ และทำให้ช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างจาก 5 ปีเป็น 2 ปีได้
ไทย-เทศแห่ลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ระบุว่า ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนนับตั้งแต่บีโอไอเริ่มให้ส ิทธิประโยชน์กับธุรกิจพลังงานทดแทนเมื่อ 4-5 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน มีการลงทุนในกิจการผลิตเอทานอล ไบโอแก๊ส ไบโอดีเซล มากสุดถึง 82 โครงการ เงินลงทุนรวม 53,000 ล้านบาท โดย 62 โครงการ เป็นกิจการของคนไทย 100% ที่เหลืออีก 20 โครงการ เป็นโครงการคนไทยร่วมทุนกับต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน มีบางโครงการเท่านั้นที่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ร่วมทุน
ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในกิจการพลังงานทดแทนประเภท อื่นที่การลงทุนก็ยังเป็นผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก ได้แก่ กิจการผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 12 โครงการ เงินลงทุน 2,026 ล้านบาท เป็นไทย 100% จำนวน 6 โครงการ ที่เหลือเป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย สิงคโปร์
กิจการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงมี 2 โครงการ เงินลงทุน 326 ล้านบาท เป็นโครงการคนไทย 100% ทั้ง 2 โครงการ และกิจการผลิตเครื่องยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์สำหรับรถใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) 2 โครงการ เงินลงทุน 1,027 ล้านบาท เป็นโครงการของเกาหลี 100% และร่วมทุนไทย อินเดีย 1 โครงการ และกิจการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ 6 โครงการ 7,113 ล้านบาท มีไทย 100% 2 โครงการ ที่เหลือเป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ มีทั้ง จีน สิงคโปร์ ไซปรัส อังกฤษ
ขณะที่คำขอรับส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนช่วง8 เดือนแรกปี 2550 มีจำนวน 12 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตเอทานอล 6 โครงการ ไบโอดีเซล 4 โครงการ และไบโอแก๊ส 2 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 14,167 ล้านบาท โดยวงเงินลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 164% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผู้ยื่นขอรับส่งเสริม 13 โครงการ เป็นเงิน 5,365 ล้านบาท ส่วนการลงทุนรวมทั้งปี 2549 มียื่นขอรับส่งเสริมถึง 34 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 31,600 ล้านบาท แบ่งเป็นเอทานอล 15 โครงการเงินลงทุนมูลค่า 26,000 ล้านบาท ไบโอดีเซล 12 โครงการ เงินลงทุน 4,760 ล้านบาท และ ไบโอแก๊ส 7 โครงการ เงินลงทุน 848 ล้านบาท
ไบโอแก๊สจากของเสีย
“วิบูลย์พรรณ จันทรโชติ” ผู้ช่วยเลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตามองคือการลงทุนผลิตไบโอแก๊สและผลิตไฟ ฟ้าจากน้ำเสียของโรงงาน และกิจการเลี้ยงฟาร์มสุกรมีจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยผู้ประกอบการให้ความสนใจกับการใช้สิ่งปฏิกูลมาผ่า นเทคโนโลยี เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า และแก๊สใช้ในโรงงานหรือกิจการของตัวเอง การลงทุนจะเป็นลักษณะดึงต่างชาติเจ้าของเทคโนโลยีมาล งทุนในส่วนของการผลิตพลังงานเองทั้งหมด โดยใช้วัตถุดิบน้ำเสียจากโรงงานแล้วขายไฟฟ้าหรือแก๊ส ที่ผลิตได้ให้แก่ผู้ประกอบการ หรืออาจจะเป็นการร่วมทุนกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยต่างชาติที่มีเทคโนโลยีตัวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสหรัฐ และยุโรป
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนคือ ข้อจำกัดในด้านการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตส าหกรรม เมื่อมีเทคโนโลยีที่สามารถบริหารจัดการกับของเสียในโ รงงานพร้อมกับการได้ประโยชน์ โดยสามารถนำมาผลิตพลังงานเพื่อใช้ในโรงงานเองในภาวะท ี่ราคาน้ำมัน หรือไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งคุ้มกับการลงทุน เพราะหากผลิตไฟฟ้าหรือแก๊สได้มากเกินความต้องการใช้ก ็ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผ (กฟผ.) ได้ด้วย
ทีมข่าวเศรษฐกิจ: เรื่อง
ศูนย์ภาพเนชั่น: ภาพ
นับตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่อ งจนเกือบทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเงินนำเข้าน้ำมันดิบในปีนี้น่า จะสูงถึง 1 ล้านล้านบาท
หรือคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ถือเป็นแรงผลักดันอย่างดียิ่งให้ผู้เกี่ยวข้องและประ ชาชนคนไทยหันมามองเรื่อง “พลังงานทางเลือก” กันอย่างจริงจังมากขึ้น
รู้จักพลังงานทางเลือก
พลังงานทางเลือกมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอ าทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวภาพและชีวมวล พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานถ่านหินสะอาด พลังงานไฮโดรเจน แก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งคุณสมบัติและประโยชน์ของแต่ละตัวก็มีลักษณะแตกต่ างกันไป แต่ที่จะได้ยินกันบ่อยๆ คือ พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานถ่านหิน แก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว
พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานที่ได้จากแร่พลูโตเนียมและแร่ยูเรเนียมทำ ปฏิกิริยาและถูกนำไปต้มในน้ำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ ำไปหมุนกังหันไอน้ำของเครื่องผลิตไฟฟ้า
พลังงานถ่านหิน แม้หลายคนจะรู้ว่าเป็นพลังงานที่สร้างผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมมากจากการเผาถ่านหิน และส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แต่ทุกวันนี้หลายประเทศได้พัฒนาระบบการเผาไหม้ให้ถ่า นหินกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง อีกทั้งถ่านหินยังมีปริมาณมากพอที่จะนำมาใช้เป็นพลัง งานทดแทนได้ จากการสำรวจพบว่าถ่านหินสามารถขุดพบในเหมืองทั่วโลก ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการสำรองถ่านหินมากสุดถึง 297 พันล้านตัน และด้วยเชื้อเพลิงที่หาง่ายและใช้ต้นทุนต่ำ ไทยจึงสนใจที่จะตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหินขึ ้น แต่ก็ถูกต่อต้านจากหลายฝ่ายเรื่องมลพิษที่จะเกิดขึ้น
ก๊าซธรรมชาติ (CNG-NGV) และ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศไทยสามารถขุดพบแหล่งก๊าซธรรมชาติได้ ปัจจุบันถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงด้านยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์หันมาผลิตเครื่อง ยนต์ที่ใช้ก๊าซ CNG เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ทั้งยังสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย สำหรับ LNG คือการนำก๊าซมีเทนมาทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงที่ -161 องศาเซลเซียสในสถานะของของเหลว โดยคุณสมบัติและความปลอดภัยเทียบเท่ากับก๊าซ CNG ซึ่งประเทศไทยมีแผนที่จะนำเข้าก๊าซชนิดนี้ในปี 2554 เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกในภาคอุตสาหกรรม
แก๊สโซฮอล์เป็นเชื้อเพลิงที่เกิดจากการใช้น้ำมันเบนซินผสมกับเอ ธิลแอลกอฮอล์ซึ่งผลผลิตของเอธิลแอลกอฮอล์ได้มาจากการ แปรรูปพืชจำพวกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด แล้วนำมาสกัดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ผสมในสัดส่วน 9 :1 คือใช้เบนซินออกเทน 91 ปริมาณ 9 ส่วน และเอทานอล 1 ส่วน จะได้เป็นแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 ใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงและช่วยแก้ปัญหาภาวะวิกฤติน้ ำมันราคาแพงได้
ไบโอดีเซล เป็นพลังงานที่หาได้จากท้องถิ่น จากการวิจัยได้นำน้ำมันที่ใช้แล้ว เช่น น้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม น้ำมันทานตะวัน นำกลับมาทำใหม่ (Renewable Energy) รวมถึงหาวัตถุอื่น เช่น สบู่ดำ ผลปาล์ม มะพร้าว ฯลฯ มาสกัดใช้ ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับน้ำมันดีเซลมาใช้ในเครื่องยน ต์
“ราคาถูก” จูงใจลดใช้น้ำมัน
ปัจจุบัน”น้ำมันแก๊สโซฮอล์” เป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากในบ้านเราสา มารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินได้ แต่ราคาถูกกว่า 3-4 บาทต่อลิตร นับตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 สูงขึ้นอยู่ในระดับ 5.4-5.5 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นโซฮอล์ 95 ประมาณ 4.5 ล้านลิตร และโซฮอล์ 91 ประมาณ 9 แสนลิตร ช่วยลดการใช้น้ำมันเบนซิน 95 ลงเหลือ 2.7-2.8 ล้านลิตรต่อวัน
ดังนั้นในปลายปีนี้ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมกันน่าจะอยู่ที่ 8 ล้านลิตรต่อวัน จากเป้าหมายของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่ ตั้งไว้ว่าภายในปี 2554 จะมีการใช้แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นเป็น 27-30 ล้านลิตรต่อวัน
“คุรุจิต นาครทรรพ” รองปลัดกระทรวงพลังงาน เชื่อว่า ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาถูกกว่าเบนซิน 95 เกือบ 4 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ใช้รถยนต์ก็มีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเมื่อผู้ค้าน้ำมันเห็นแนวโน้มการใช้มากขึ้นก็จะข ยายปั๊มให้บริการมากขึ้น และลดการจำหน่ายเบนซิน 95 ลงในปีหน้า ส่วนการสนับสนุนให้ใช้ไบโอดีเซล ซึ่งราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลถึง 1 บาทต่อลิตร ขณะนี้มีปั๊มที่ให้บริการมากถึง 800 สถานีบริการและน่าจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะที่การใช้ก๊าซเอ็นจีวีในปัจจุบันมีรถยนต์หันมาใช้ มากขึ้น ถึง 4.8 หมื่นคัน มีปั๊มให้บริการ 180 สถานี แม้จะยังน้อยเมื่อเทียบกับความต้องการ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างเร่งขยายสถานีให้บริการเพิ่มเป็ น 220 แห่งใน 35 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้
เดินหน้า”ไบโอดีเซล-โซฮอล์” สูตรใหม่
แม้ขณะนี้พลังงานทางเลือกเริ่มมีบทบาทมากขึ้นแต่การม องหาลู่ทางที่จะไปสู่การลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ยังต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง “พานิช พงศ์พิโรดม” อธิบดีกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายจะสนับสนุนให้ปริมาณการใช ้ไบโอดีเซลสูงถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน ภายในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่ปัญหาขณะนี้ยังติดขัดเรื่องปริมาณน้ำมันปาล์มมีไม ่เพียงพอนำมาผสมไบโอดีเซล ซึ่งขณะนี้มีส่วนผสมอยู่ที่ 2% หรือเรียกว่า บี 2 โดยในอนาคตจะขยายไปสู่สูตรบี 5 หรือผสมในสัดส่วน 5% น่าจะเริ่มผลิตออกมาใช้ภายในปี 2552-2553
“ช่วงนี้ต้องส่งเสริมให้มีการปลูกปาล์มเพิ่ม โดยร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดวงเงินสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มมากขึ้นใน พื้นที่เป้าหมาย 700,000-1,000,000 ไร่ เชื่อว่าอีก 3 ปีข้างหน้าผลผลิตที่ออกมาน่าจะเพียงพอกับความต้องการ ใช้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดการใช้น้ำมันในประเทศ”
นอกจากนี้ปีหน้าในส่วนของแก๊สโซฮอล์จะมีน้ำมัน E20 หรือแก๊สโซฮอล์ที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสม 20% ออกมาจำหน่าย ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุน โดยค่ายรถยนต์ที่ใช้เครื่องเบนซินเทคโนโลยีรองรับกับ E20 จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีสรรพสามิตทำให้ราคาขายรถยน ต์ลดลง ซึ่งรถยนต์ E20 เป็นเครื่องยนต์เบนซินที่สามารถเติมได้ทั้งน้ำมันเบน ซินทั่วไปและ E20 โดยระบบสมองกลของเครื่องยนต์จะวิเคราะห์ส่วนผสมของน้ ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ แล้วปรับการทำงานเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะหรือการทำงานของเครื่องยนต ์
ก๊าซธรรมชาติตอบโจทย์น้ำมันแพง
แม้ยอดขายแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลจะเริ่มดีขึ้นตามลำด ับแต่พลังงานทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์การลดใช้เชื้อเ พลิงจากน้ำมันได้ตรงใจที่สุด เห็นจะเป็น “ก๊าซธรรมชาติ” เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที ่ราคาแสนแพงแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดมลภาวะให้โลกใบนี้อีกด้ วย
ก๊าซธรรมชาติมีส่วนประกอบหลักที่เป็นก๊าซมีเทนมีคุณส มบัติเบากว่าอากาศ ลักษณะการใช้งานจะถูกอัดจนมีความดันสูงประมาณ 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว บรรจุไว้ในถังที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูง บางครั้งอาจเรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัดหรือ (Compressed Natural Gas : CNG) แต่เมื่อนำมาใช้กับยานยนต์จึงเรียกว่า Natural Gas for Vehicles : NGV
“ณัฐชาติ จารุจินดา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อยานยนต ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปตท. มีแผนเร่งขยายสถานีบริการก๊าซให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จ ากเดิมที่มีอยู่ 90 แห่งให้เป็น 220 แห่ง โดยเม็ดเงินลงทุนแต่ละที่ใช้ประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อรองรับการเจริญเติบโตยอดการใช้ NGV ในภาคขนส่ง ซึ่ง ปตท. ได้พิจารณาถึงการวางแนวท่อแล้วว่าจะให้พาดผ่านทุกพื้ นที่ ได้แก่ รังสิต ขนส่งหมอชิต ขนส่งสายใต้ ถนนบางนา ถนนกาญจนาภิเษก ถนนพระราม 9 ร่มเกล้า และต่อท่อตรงเข้าสู่สถานีบริการ
ส่วนสถานีบริการที่จะขยายเพิ่มนั้นจะมีอยู่ 7 แห่งใน กทม.ที่เป็นสถานีบริการขนาดใหญ่พิเศษ คือ มีตู้จ่ายก๊าซประมาณ 30-40 ตู้ต่อ 1 สถานี สามารถรองรับจำนวนรถที่เข้ามาใช้บริการได้คราวละ 80 คัน เพื่อลดความแออัดภายในสถานีบริการ และทำให้ช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างจาก 5 ปีเป็น 2 ปีได้
ไทย-เทศแห่ลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ระบุว่า ตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนนับตั้งแต่บีโอไอเริ่มให้ส ิทธิประโยชน์กับธุรกิจพลังงานทดแทนเมื่อ 4-5 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน มีการลงทุนในกิจการผลิตเอทานอล ไบโอแก๊ส ไบโอดีเซล มากสุดถึง 82 โครงการ เงินลงทุนรวม 53,000 ล้านบาท โดย 62 โครงการ เป็นกิจการของคนไทย 100% ที่เหลืออีก 20 โครงการ เป็นโครงการคนไทยร่วมทุนกับต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีน มีบางโครงการเท่านั้นที่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ร่วมทุน
ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในกิจการพลังงานทดแทนประเภท อื่นที่การลงทุนก็ยังเป็นผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก ได้แก่ กิจการผลิตเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 12 โครงการ เงินลงทุน 2,026 ล้านบาท เป็นไทย 100% จำนวน 6 โครงการ ที่เหลือเป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ออสเตรเลีย สิงคโปร์
กิจการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงมี 2 โครงการ เงินลงทุน 326 ล้านบาท เป็นโครงการคนไทย 100% ทั้ง 2 โครงการ และกิจการผลิตเครื่องยนต์ เครื่องจักร อุปกรณ์สำหรับรถใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) 2 โครงการ เงินลงทุน 1,027 ล้านบาท เป็นโครงการของเกาหลี 100% และร่วมทุนไทย อินเดีย 1 โครงการ และกิจการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ 6 โครงการ 7,113 ล้านบาท มีไทย 100% 2 โครงการ ที่เหลือเป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ มีทั้ง จีน สิงคโปร์ ไซปรัส อังกฤษ
ขณะที่คำขอรับส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนช่วง8 เดือนแรกปี 2550 มีจำนวน 12 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตเอทานอล 6 โครงการ ไบโอดีเซล 4 โครงการ และไบโอแก๊ส 2 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 14,167 ล้านบาท โดยวงเงินลงทุนขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 164% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผู้ยื่นขอรับส่งเสริม 13 โครงการ เป็นเงิน 5,365 ล้านบาท ส่วนการลงทุนรวมทั้งปี 2549 มียื่นขอรับส่งเสริมถึง 34 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 31,600 ล้านบาท แบ่งเป็นเอทานอล 15 โครงการเงินลงทุนมูลค่า 26,000 ล้านบาท ไบโอดีเซล 12 โครงการ เงินลงทุน 4,760 ล้านบาท และ ไบโอแก๊ส 7 โครงการ เงินลงทุน 848 ล้านบาท
ไบโอแก๊สจากของเสีย
“วิบูลย์พรรณ จันทรโชติ” ผู้ช่วยเลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตามองคือการลงทุนผลิตไบโอแก๊สและผลิตไฟ ฟ้าจากน้ำเสียของโรงงาน และกิจการเลี้ยงฟาร์มสุกรมีจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยผู้ประกอบการให้ความสนใจกับการใช้สิ่งปฏิกูลมาผ่า นเทคโนโลยี เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า และแก๊สใช้ในโรงงานหรือกิจการของตัวเอง การลงทุนจะเป็นลักษณะดึงต่างชาติเจ้าของเทคโนโลยีมาล งทุนในส่วนของการผลิตพลังงานเองทั้งหมด โดยใช้วัตถุดิบน้ำเสียจากโรงงานแล้วขายไฟฟ้าหรือแก๊ส ที่ผลิตได้ให้แก่ผู้ประกอบการ หรืออาจจะเป็นการร่วมทุนกันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยต่างชาติที่มีเทคโนโลยีตัวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสหรัฐ และยุโรป ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนคือ ข้อจำกัดในด้านการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตส าหกรรม เมื่อมีเทคโนโลยีที่สามารถบริหารจัดการกับของเสียในโ รงงานพร้อมกับการได้ประโยชน์ โดยสามารถนำมาผลิตพลังงานเพื่อใช้ในโรงงานเองในภาวะท ี่ราคาน้ำมัน หรือไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งคุ้มกับการลงทุน เพราะหากผลิตไฟฟ้าหรือแก๊สได้มากเกินความต้องการใช้ก ็ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผ (กฟผ.) ได้ด้วย